สิทธิเรียกร้องหรือหนี้ที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ ตามปพพ.มาตรา 193/10 แต่การรับสภาพหนี้ ตามปพพ.มาตรา 193/14 (1) โดยทำเป็นหนังสือนั้น ทำให้อายุความการใช้สิทธิเรียกร้องสะดุดหยุดลง หรือการรับสภาพความรับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความไปแล้ว โดยทำเป็นหนังสือ ตามปพพ.มาตรา 193/28 และมาตรา 193/35 ก็ทำให้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้อีกภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิด
ในเวลาต่อมาผู้เขียนก็นึกขึ้นได้ว่า ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
ที่กำหนดให้
- เสียง เป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ และ
- ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
- ข้อความ จะเป็นเรื่องราว หรือข้อเท็จจริง ที่ปรากฏในรูปแบบเสียงก็ได้
อีกทั้ง กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง การจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ก็ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง
ผู้เขียนจึงสรุปได้ว่า การที่ผู้ติดตามหนี้หรือเจ้าหนี้โทรศัพท์หาลูกหนี้
แล้วถามทำนองว่า "ใช่ นาย/นาง... หรือไม่ มีหนี้กับ .... เป็นจำนวนเงิน... ใช่หรือไม่"
เพื่อให้ลูกหนี้ยืนยันตัวตนและยืนยันความเป็นหนี้นั้น
เพื่อใช้เสียงที่ได้บันทึกไว้ เป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้มีผลทางกฎหมายเป็นหนังสือ
และการตอบคำถามไปเช่นนั้นก็เท่ากับว่า ลูกหนี้รับสภาพหนี้หรือรับสภาพความผิดในหนี้ เป็นหนังสือแล้ว
ทีนี้เจ้าหนี้ก็เอาหนี้นั้นไปฟ้องร้องต่อศาลได้เลย แม้มันจะขาดอายุความไปแล้วก็ตาม
ลูกหนี้ก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้รับสภาพหนี้หรือรับสภาพความผิดในหนี้ เป็นหนังสือ
อยากจะบอกว่า ยุคนี้ หนังสือไม่จำเป็นต้องเป็นกระดาษเสมอไป
No comments:
Post a Comment